Support
www.it108connect.ran4u.com
062-5193997 , 02-4582949
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 27/05/2019 20:28     Forum: บทความน่าสนใจ  >  Media Converter สำหรับกล้อง IP CCTV (IP Camera)

 ปัจจุบันได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ตามถนนหนทางมากมายซึ่งต้องใช้ Technology ของระบบ Ethernet และเมื่อนำ Media Converter รุ่นธรรมดาไปติดตั้งคู่กับกล้อง CCTV OUTDOOR มักจะเกิดปัญหาการชำรุดเนื่องจาก Media Converter ไม่ได้ออกแบบให้ใช้งาน Outdoor หรือใช้งานในสภาพที่ต้องทนสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองและมีความร้อนสูงรวมทั้งการสั่นสะเทือนของถนน ซึ่งผลิตภัณฑ์ Media Converter ที่ออกมาโดยเฉพาะเพื่อการใช้กับกล้อง CCTV โดยเรียกว่า Hardened Type ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ต่อสภาวะอากาศ แถวเอเชียและได้การรับรองเลือกใช้จากลูกค้าทั่วโลกอย่างแพร่หลาย

ขอบคุณข้อมูลน่ารู้จาก INTERLINK COMMUNICATION

guest

Post : 27/05/2019 18:38     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ทำไม ? ถึงต้องใช้ Fiber Optic Media Converter

 เนื่องจากการส่งสัญญาณผ่านสาย LAN ถูกจำกัดระยะทางไม่เกิน 100 เมตร แต่ในการใช้งานจำเป็นต้องเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีระยะทางมากกว่า อาจเป็น 1 , 2 , 10 หรือ 100 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านสาย Fiber Optic Media Converter ทั้งต้นทางและปลายทางเพื่อแปลงสัญญาณไฟฟ้าของ Port RJ45  เป็นสัญญาณของแสง และส่งแสงผ่านสาย Fiber Optic โดยเมื่อถึงปลายทางก็จะแปลงกลับด้วย Fiber Optic Media Converter มาเป็นสัญญาไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลน่ารู้จาก INTERLINK COMMUNICATION

ขอบคุณรูปภาพจาก www.interlink.co.th

guest

Post : 27/05/2019 16:35     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ทำไม ? ถึงต้องใช้สาย OUTDOOR/INDOOR

จากความเคยชินของการติดตั้งสาย OUTDOOR ของประเทศไทยส่วนใหญ่จะเดินสาย OUTDOOR จากภายนอกและเดินสาย OUTDOOR ต่อ เข้าภายในอาคารซึ่งผิดข้อกำหนดของมาตรฐานสากล กล่าวคือ สาย OUTDOOR จะลามไฟ (Flammable) ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินภายในอาคาร ดังนั้นเพื่อความถูกต้องจึงต้องใช้สาย OUTDOOR/INDOOR มาเดินสายแทน OUTDOOR เนื่องจากสายOUTDOOR/INDOOR มีคุณสมบัติที่พิเศษคือ ฉนวนภายนอก ใช้สาร PE ทนสภาวะแวดล้อม และเติมสารป้องกันการลามไฟ (FR) และสาร Low Smoke Zero Halogen (LSZH) ตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยของสากล เพื่อให้มีคุณสมบัติมีควันน้อย ควันไม่เป็นอันตรายเมื่อเกิดฟไหม้และไม่ลามไฟ

ความหมายของคำย่อ

PE = Polyethelyne เป็นชนิดของวัสดุที่นำมาทำ Jacket ซึ่งมีความทนทานต่อดินฟ้าอากาศอย่างมาก

LSZH = Low Smoke Zero Halogen เป็นชนิดของวัสดุทางวิทยาศาสตร์ที่นำมาผสมกับวัสดุอื่น ทำให้มีประสิทธิภาพเมื่อ Jacket ถูกไฟเผาจะมีควันน้อย และไม่มีสารพิษในควันไฟ

FR = Flame Retardant เป็นชนิดของวัสดุทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้วัสดุที่นำมาทำ Jacket ไม่ลามไฟ

 

ขอบคุณข้อมูลน่ารู้จาก INTERLINK COMMUNICATION

guest

Post : 27/03/2017 18:39     Forum: บทความน่าสนใจ  >  Access Point คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร?

 Access Point คืออะไร???
Access Point (AP) คืออุปกรณ์ที่มีหน้าที่ในการกระจายสัญญาณ Wireless เป็นอุปกรณ์พื้นฐานตัวหนึ่งที่สามารถสร้างเครือข่ายไร้สายจากระบบเครือข่ายแลน(LAN)ได้ง่ายที่สุด Access Point ทำหน้าที่กระจายสัญญาณออกไปยังเครื่องลูกข่ายที่อยู่ในรัศมีการกระจายสัญญาณโดยรอบ ซึ่งลักษณะของตัว Access Point นั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่กับผู้ผลิตจะดีไซน์ให้มีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่ที่เหมือนกันก็คือ AP จะมีช่องเชียบสายแลนเพียงช่องเดียวเท่านั้น ช่องดังกล่าวจะเป็นช่องที่รับสัญญาณอินเตอร์เน็ตหรือใช้เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์คจากเครือข่ายแลนเข้ากับเครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อแบบไร้สาย การทำงานของ AP จะทำงานภายใต้มาตรฐานของ IEEE802.11 ซึ่งทำให้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานนี้สามารถใช้งาน AP ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมากแล้วแอคเซสพอยท์จะมีเสาสัญญาณเพียง 1 เสาเท่านั้นการเลือกซื้อถ้าเราต้องการสัญญาณที่มีคุณภาพดีขึ้นเราควรมองหา Access Point ที่มีมากกว่า 2 เสาขึ้นไปเพื่อให้การกระจายสัญญาณของ AP สามารถกระจายสัญญาณได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน Router Wireless บางรุ่นคุณสามารถตั้งโหมดเป็น 
Access Point ได้ด้วย

guest

Post : 16/03/2017 15:17     Forum: บทความน่าสนใจ  >  WHY? สาย LAN สายเร็ว ต้องสาย LINK

- สาย LINK CAT 5E คุณสมบัติสูงกว่าสาย CAT 5E ยี่ห้ออื่น ๆ เพราะออกแบบมาเพื่อรองรับ Bandwidth ที่ 350 MHz ซึ่งสายทั่วไปรองรับที่  100 - 200 MHz และ LINK CAT 6 ULTRA ออกแบบเพื่อรองรับ Bandwidth 600 MHz สูงกว่ามาตรฐานที่ระบุ 250 MHz อีกทั้ง CAT6A มีทั้ง UTP,U/FTP และ F/UTP ที่ Band width 750 MHz สูงมากกว่ามาตรฐาน  500 MHz

- สินค้า LINK เป็นสินค้าที่ผลิตมาเพื่อรองรับตลาดสายสัญญาณระบบ Cabling โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้งานเป็นหลักดังจะเห็นได้จากหน่วยงานใหญ่ ๆ ในประเทศไทยได้เลือกใช้ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์ราชการจามจุรีสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์  สาย การบินต่าง ๆ ทำเนียบรัฐบาล การไฟฟ้าผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กองทับเรือ ธนาคารทุกธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ล่าสุด การบินไทยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ให้ความไว้วางใจผลิตภัณฑ์ CAT 6A ของ LINK อีกด้วย

- เหตุผลที่ LINK เป็นสินค้าคุณภาพสูงสุด ผ่านการรับรอง UL และ INTERTEK แต่สามารถทำราคาได้ย่อมเยากว่ายี่ห้ออื่น เพราะการบริหารกลไกของราคาโดย LINK บวกค่าการตลาดน้อยมากและวิธีสั่งซื้อสินค้าคราวละมาก ๆ เพื่อได้ต้นทุนที่ถูกกว่า

 

สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้สาย CAT 6A

 

- ไม่ควรมัดสาย CAT 6A ด้วย Cable Tie เพราะสาย CAT 6A เป็นสายที่เปราะบางถ้าใช้ Cable Tie จะมีผลต่อค่าการลดทอนของสัญญาณได้ (Attenuation) ดังนั้นเพื่อให้ประสิทธิภาพดีควรทำสายให้วงกว้างๆ หรือทำเป็นห่วงคล้องสายไว้ก็ได้ (Hook-Any-Loop)

 

- Packaged รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ของ CAT 6A จะเป็น Roll ซึ่งมีความแตกต่างกับ CAT E5 และ CAT6 ที่จะเป็น Pull Box ดังนั้นผู้ใช้งานจะต้องวางแผนทั้งเรื่องการติดตั้ง การจัดเก็บ และการขนส่งด้วย

 

- เรื่องน้ำหนัก เนื่องจากสาย CAT 6A มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นกว่าสาย CAT E5 หรือ CAT6 ดังนั้นจึงควรเลือกจำนวนสายให้เหมาะสมกับ Cable Tray โดยจำนวนสายที่มากที่สุดจะไม่เกิน 50 เส้น และเมื่อต้องนำสายหลายขนาดมาใส่ใน Cable Tray ควรเอาสาย CAT 6A กดทับสายเส้นเล็ก

 

- จะต้องมีรัศมีการโค้งงอที่มากกว่าปกติ ตามมาตรฐานจะมีรัศมีการโค้งงอได้มากที่สุดคือ 4 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางสาย ดังนั้นสายยิ่งมีขนาดโตวงโค้งของการโค้งงอก็จะใหญ่ขึ้น ดังนั้นควรคำนวณเรื่องพื้นที่ด้วย

 

- ต้องทดสอบมากกว่าปกติทั่วไป เนื่องจากสาย CAT 6A จะรองรับความถี่ได้ถึง 500 MHz ซึ่งสัญญาณที่มีความถี่ตั้งแต่ 350 MHz จะมีการรบกวนข้ามสายสัญญาณ (Alien Crosstalk : AXT)(CAT E5 = 100 MHz ,CAT6 = 250 MHz) ดังนั้นเมื่อต้องรับงานทดสอบจึงต้องเผื่อทั้งเรื่องเวลาและงบประมาณด้วย

 

CAT 6A ใช้สาย UTP หรือ F/UTP ดีกว่ากัน ?

 

 

      มาตรฐานสาย UTP หรือ F/UTP จะแบ่งหมวดหมู่ของสายเป็น Category ตามความสามารถในการรองรับความถี่ในการส่งสัญญาณ หรือบางท่านอาจเรียกง่าย ๆ ว่าความเร็วในการส่งสัญญาณ โดยมีหน่วยวัดเป็น MHz ได้แก่ CAT 3 รองรับ 1-16 MHz ; CAT E5 รองรับ 1-100 MHz ; CAT 6 รองรับ 1-250 MHz ; CAT 6A รองรับ 1-500 MHz ; เป็นต้น

 

      ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ต้องการสื่อสารกันด้วยความเร็วที่สูงขึ้นมาก จนทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไปรบกวนคู่สายของสายสัญญาณอื่น ๆ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาโดยง่ายจึงได้ออกแบบให้ใส่ Foil ( screen ) หุ้มสายสัญญาณและเรียกสายสัญญาณว่า F/UTP ( Foil Twisted Pair ) แต่การเพิ่ม Foil หุ้มสายเป็นการเพิ่มต้นทุนของสายสัญญาณ ดังนั้นผู้ผลิตบางรายจึงพยายามออกแบบโครงสร้างของสาย UTP ให้มีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันสนามแม่เหล็กรบกวนโดยอาจต้องตีเกลียวให้แน่นขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนทองแดงยาวขึ้นและในบางครั้งกรณีต้นทุนโครงสร้างของสาย UTP อาจจะแพงกว่าสาย F/UTP ก็ได้เช่น สาย UTP CAT 6A จะแพงกว่าสาย F/UTP CAT 6A เป็นต้น

      ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ โครงสร้างการออกแบบสาย UTP CAT 6A ที่มี PVC Slot รอบสายสัญญาณที่ต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูงกว่า CAT 6A F/UTP แต่ต้นทุนของ CONNECTOR ของระบบ UTP System จะมีราคาที่ถูกกว่าระบบ F/UTP อยู่มาก ดังนั้นเมื่อคำนวณต้นทุนสายสัญญาณรวมกับ CONNECTOR จะพบว่าต้นทุนของ UTP System CAT 6A จะถูกกว่า F/UTP System แน่นอนและในอนาคตจะนิยมใช้ UTP มากกว่า F/UTP เพราะใช้งานง่ายกว่าและหาซื้ออุปกรณ์ได้ง่ายกว่า

ความแตกต่างระหว่างสาย CM และ CMR…! 

CM และ CMR เป็นมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอัคคีภัยและสภาพแวดล้อม โดย Jacket ของสาย CMR จะมีอัตราหารต้านไฟในแนวดิ่งได้ดีกว่า Jacket ของ CM ดังนั้นสาย CMR จึงสามารถใช้เดินในแนวดิ่งระหว่างชั้น (Riser) ได้ดีกว่าสาย CM แต่หากใช้สาย CM เดินในท่อเหล็กก็จะได้คุณสมบัติด้านความปลอดภัยทางอัคคีภัยที่ไม่แตกต่างกัน ข้อดีของสาย CM ก็คือราคาถูกว่าสาย CMR แต่คุณภาพจะด้อยกว่า CMR ถ้าใช้เดินในแนวดิ่ง

 

ขอบคุณข้อมูลน่ารู้จาก INTERLINK COMMUNICATION

guest

Post : 24/08/2014 12:43     Forum: บทความน่าสนใจ  >  มาทำความรู้จักกับสายแลน AMP แบบ CM กับ CMR

   ถ้าพูดถึงเรื่องสายสัญญาณที่เป็นโลหะ (Communication Metallic Cables) ซึ่งก็คือสายทองแดง (Copper Cables) ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนั่นเอง เช่นสาย UTP และ FTP เป็นต้น แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปโดยส่วนใหญ่จะอ้างอิงการใช้ในเชิงสมรรถนะ และการใช้งาน (Performance and Application)เช่น Cat5/5e และ Cat 6 หรือ10/100Base-T, Gigabit Ethernet และ ATM เป็นต้น ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยสายในรูปแบบใด มาตรฐานการใช้งานทั้งหมดจะรวมถึงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายชนิดใดจะต้องมีคุณสมบัติหรือข้อกำหนดทางด้านการป้องกันอัคคีภัยในระดับต่างๆ ไว้ด้วย และต้องใช้งานให้เหมาะสมกับแต่ละชนิดของสายด้วยดังนั้นจึงเป็นที่มาของความสงสัยของหลายท่านที่ว่า สายชนิด CM มีความแตกต่างจากสายชนิด CMR อย่างไร

มาตรฐานความแตกต่างระหว่างสายแบบ CM กับ CMR

สายสัญญาณที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้มีอยู่หลากหลายชนิดขึ้นอยู่กับความสามารถในการหน่วงไฟที่มีระดับที่แตกต่างกัน ในกรณีที่มีอัคคีภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการติดตั้งสายเหล่านั้นไปแล้วเริ่มจาก

สายชนิด PVC (Polyvinyl chloride) เป็นประเภทสายพลาสติก มีการใช้งานกันทั่วไปอย่างแพร่หลาย

สายไฟทั่วไปมักจะเป็นสายประเภทนี้ แต่ไม่มีคุณสมบัติการหน่วงไฟ

สายชนิด CM (Communication Metallic) เป็นสายที่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือ

การติดตั้งสายแนวราบภายในชั้นเดียวกัน (Horizontal Wiring) เพราะเป็นสายที่มีคุณสมบัติหน่วงไฟในแนวราบ

สายชนิด CMR (Communication Metallic Riser) สำหรับใช้งานในการติดตั้งแนวดิ่ง

เช่นการเดินสายสัญญาณระหว่างชั้นในอาคารโดยผ่านช่องเดินสายของตัวอาคาร (Vertical Shaft)

มีคุณสมบัติหน่วงไฟในแนวราบและแนวดิ่ง เพื่อป้องกันการลุกลามของเปลวไฟที่เกิดขึ้น จากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้น

สายชนิด LSZH (Low Smoke Zero Halogen)

สายสัญญาณจะผ่านการทดสอบได้ก็ต่อเมื่อความหนาแน่นของควันไฟ (Opacity) จุดทดสอบไม่เกินข้อกำหนด

สายชนิดนี้ขณะติดไฟจะให้ควันไฟ/ควันพิษน้อยจึงทำให้ผู้ประสบอัคคีภัยสามารถหนีไฟได้ทันโดยไม่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

คุณสมบัติในการหน่วงเปลวไฟที่ต่างกันนั้นมาจากวัสดุในการทำ Jacket และกระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อนมากกว่า ดังนั้นสายที่มีคุณสมบัติการหน่วงไฟตามที่ระบุในมาตรฐานได้ดีกว่าย่อมมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

มีความจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องใช้สายสัญญาณที่มีคุณสมบัติดังกล่าว?

สำหรับในประเทศไทย พบว่าการติดตั้งสายสัญญาณมักจะทำร่วมกันกับการติดตั้งสายไฟฟ้าและสายสัญญาณอื่นๆ

รวมทั้งวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งที่อาจไม่ผ่านคุณสมบัติตามข้อกำหนดของ UL เมื่อเกิดอัคคีภัยหรือเพลิงไหม้ ถึงแม้จะใช้งานสายสัญญาณที่ผ่านข้อกำหนด ไม่ว่าจะเป็น CM CMR หรือ LSZH จึงไม่ได้หมายความว่าการติดตั้งสายสัญญาณนั้นๆ จะสามารถป้องกันการลุกลามของเปลวไฟที่เกิดจากเพลิงไหม้ได้เพราะยังมีสายสัญญาณ สายไฟฟ้า และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในที่นั้นเป็นตัวลามไฟอีกทั้งปริมาณของสายสัญญาณที่ใช้งานกับระบบเครือข่ายสื่อสารมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับสายไฟฟ้าและสายสัญญาณอื่นๆที่ใช้ติดตั้งภายในอาคาร ดังนั้นสายสัญญาณเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (UTP CABLE) ที่ติดตั้งใช้งานก็อาจจะไม่มีผลต่อการป้องกันการลุกลามของเปลวไฟได้ตามคุณสมบัติที่ได้ถูกกำหนดมาอย่างไรก็ตาม หากมีความต้องการใช้สายประเภทที่มีคุณสมบัติในการหน่วงไฟผู้ใช้ควรตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าคุณสมบัติที่กล่าวอ้างในท้องตลาดนั้นเป็นจริง เนื่องจากสายเหล่านี้ผลิตจากวัสดุพิเศษ มีราคาสูง จึงอาจจะมีการกล่าวอ้างที่เกินความเป็นจริงได้ โดยอาจพิจารณาจากการที่มีการทดสอบคุณสมบัติโดยหน่วยงาน 3rdparty เช่นเดียวกับที่ AMP NETCONNECT ผ่านการทดสอบจาก UL เพื่อให้แน่ใจได้ว่าได้สายสัญญาณที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของท่านอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกหุ้มสายไม่ว่าจะเป็นชนิดใด

ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพบนการทำงานของสายสัญญาณแม้แต่นิดเดียว 

guest

Post : 07/07/2014 12:29     Forum: บทความน่าสนใจ  >   เทคนิคการเพิ่มสัญญาณ Wireless ภายในบ้านของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Internet ในปัจจุบันเจริญเติบโตไปมากทุกบ้านแทบจะมี Internet ใช้ส่วนตัวกันทั้งนั้นด้วยราคาที่ถูกลง อุปกรณ์เชื่อมต่อ Internet ที่ได้รับความนิยมกันมากก็คือ Wireless Router ด้วยการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องเชื่อมต่อด้วยสาย Lan เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เชื่อมต่อด้วยสัญญาณ Wireless แทน แต่การใช้ Wireless Router ก็อาจพบปัญหาได้เหมือนกันเรื่องสัญญาณอ่อนไปไม่ถึงในระยะไกลๆ เราลองมาดูว่ามีวิธีปรับแต่งอะไรบ้างที่ช่วยทำให้สัญญาณ Wireless ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

- วาง Wireless Router ให้อยู่ตรงกลางบ้าน เนื่องจากสัญญาณ Wireless กระจายสัญญาณแบบวงกลม เพราะฉะนั้นกางวาง Wireless Router ไว้กลางบ้านจะช่วยกระจายสัญญาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
- เลี่ยงการวาง Wireless Router ไว้ที่พื้นหรือชิดกำแพง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยเหล็กเพราะจะทำให้กระจายสัญญาณได้ไม่ดี
- เปลี่ยนเสาสัญญาณแบบส่งความถี่สูง หาก Wireless Router ของคุณสามาถถอเปลี่ยนเสาได้แนะนำให้เปลี่ยน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณได้ไกลมากขึ้น
- เพิ่มรัศมีการส่งสัญญาณด้วยอุปกรณ์ Access Point ถ้าบ้านของคุณพบปัญหาเรื่องสัญญาณ Wireless อ่อนแนะนำให้ติด Access Point เพื่อช่วยเพิ่มระยะการส่งสัญญาณได้ไกลกว่าเดิม
- เปลี่ยนความถี่ของ Wireless Router เพื่อป้องกันปัญหาในการใช้ช่องสัญญาณความถี่เดียวกัน หลีกเลี่ยงการแย่งสัญญาณความถี่เดียวกัน
- Update Firmware Wireless Router ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยปกติ อุปกรณ์เกี่ยวกับอิเลคทรอนิกส์จะมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น
- เลือกใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ Wireless Router ยี่ห้อเดียวกัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพราะแต่ละแบรนด์สินค้ามักจะมีการออกแบบเทคโนโลยีเป็นของตัวเองใส่ลงไปด้วย
- เลือกมาตรฐานที่รองรับอนาคต IEEE 802.11g หรือที่ดีกว่านั้นเพื่อประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณได้ไกลขึ้นดีขึ้น

ลองนำเทคนิคที่กล่าวมาแล้วนี้ไปลองทำตามดู เพื่อการใช้งาน Wireless Router ที่ดีขึ้น

 

 

guest

Post : 30/06/2014 14:05     Forum: บทความน่าสนใจ  >  เลือกซื้อ Wireless Router ควรดูจากปัจจัยไหนบ้าง

 

ปัจจุบัน Wireless Router ได้รับความนิยมในการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีบทบาทอย่างมากในการใช้งาน Internet ในชีวิตประจำวัน ทั้งภายในบ้าน บริษัทหรือองค์กรต่างๆ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกระจายสัญญาณ Internet โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อด้วยสาย แต่การเลือกซื้อควรพิจารณาจากหลายๆปัจจัยด้วยกัน

- มาตรฐานสัญญาณที่ใช้ เป็นปัจจัยแรกๆเลยที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ ความถี่ที่ใช้ กระจายสัญญาณได้ดีหรือเปล่า มาตรฐานการเชื่อมต่อขึ้นอยู่กับราคาและความต้องการในการใช้งานของคุณด้วย

 

- มีพอร์ตรองรับมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเราคงไม่ซื้อ Wireless Router มาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เพียงแค่ชิ้นเดียวแน่ๆ การที่อุปกรณ์มีพอร์ตเชื่อมต่อที่สามารถรองรับได้หลายแบบจะทำให้เราสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะต่อกับ Printer, Flashdrive ก็ได้ และถ้าจะให้ดีแนะนำเสาสัญญาณ ตั้งแต่ 2 เสาขึ้นไป

 

- ง่ายในการติดตั้ง เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ อุปกรณ์ที่ดีควรใช้งานง่าย Set ค่าไม่ยุ่งยาก ง่ายต่อ User

 

- เข้าได้กับอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ  Wireless Router ควรรองรับอุปกรณ์เชื่อต่อชนิดอื่นๆด้วย ควรเป็นมาตรฐานตัวเดียวกัน เพื่อที่เราจะได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

- มีระบบรักษาความปลอดภัย มีการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการลักลอบการใช้งานของคนอื่น ระบบ WEP (Wired Equivalent Privacy)

 

นี่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ Wireless Router มาใช้งาน ซึ่งเวลาที่เราไปซื้อจริงๆควรศึกษาให้ดีก่อนเพราะอุปกรณ์มีหลายมาตรฐานหลายราคา ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานด้วยว่าต้องการมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน เลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณก็พอ

 

 

guest

Post : 25/02/2013 15:19     Forum: บทความน่าสนใจ  >  มารู้จักกับ “ Powerline” และหลักเกณฑ์การเลือกซื้อกันดีกว่า

 Powerline  คืออุปกรณ์แปลงสายไฟภายในบ้านหรืออาคารสำนักงานให้ทำหน้าที่เป็นสายแลน เพื่อใช้กระจายสัญญาณเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรือระบบเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องใช้ระบบไฟฟ้าเฟสเดียวกันเท่านั้น โดยให้เลือกใช้ได้ทั้งแบบสายแลนและแบบไร้สาย(WiFi) ความเร็วของแบบใช้สายก็สามารถให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 500Mbps ส่วนแบบไร้สาย(WiFi)ก็มีให้เลือกทั้งแบบความเร็ว 150Mbpsและ 300Mbps ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่เคยเจอปัญหากรณี Wireless Router ที่แถมมากับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไม่สามารถกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ทั่วถึงทุกมุมของบ้านและเคยใช้งานอุปกรณ์ WiFi Repeater แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้มีสัญญาณที่พึงพอใจได้อีก  และไม่สะดวกที่จะเดินสายแลนภายในบ้านเนื่องจากไม่อยากเจาะผนังให้บ้านหมดความสวยงาม ฉะนั้น Powerline เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจเนื่องจากในปัจจุบันราคาได้ลดลงมาอย่างมากหากจะเทียบกับช่วงแรกที่มีการนำเข้ามาขายในเมืองไทยและมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ โดยหลักเกณฑ์การเลือกซื้อนั้นควรพิจารณาจากวัตถุการใช้งานของเราเป็นหลักเช่น ต้องการจะใช้เป็นแบบสายแลนอย่างเดียวหรือจะใช้สายแลนร่วมกับแบบไร้สาย(WiFi) ส่วนหลักเกณฑ์ถัดมาคือคุณภาพของสินค้ายี่ห้อนั้นๆรวมทั้งเงื่อนไขการรับประกันและบริการหลังการขาย

guest

Post : 25/10/2012 16:32     Forum: บทความน่าสนใจ  >  อินเทอร์เน็ตไร้สายคืออะไร

 อินเทอร์เน็ตไร้สายคืออะไร

       

         วันนี้เราจะมาดูเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายกันว่าคืออะไรมันก็คือการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องหรือคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องมากเชื่อมต่อการใช้งานกันร่วมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข้ายที่เชื่อมต่อกันโดยผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตนั้นเองถ้าเกิดเรามีอุปกร์อินเทอร์เน็ตที่ใช้นั้นดีแล้วละก็เราจะสามารถส่งต่อข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะตัดสินซื้ออะไรมา่ใช้ก็ตามต้องดูให้ดีๆก่อนที่จะซื้อเพราะว่าของพวกนี้เราซื้อมาที่เดียวนั้นสามสฃมารถใช้งานได้นานมาก

 

guest

Post : 15/10/2012 17:29     Forum: บทความน่าสนใจ  >  Wireless กับ Wi-Fi ต่างกันไหมมาดูกัน

    Wireless กับ Wi-Fi  ต่างกันไหมมาดูกัน

 

   Wireless กับ Wi-Fi นั้นคือเครือข่ายไร้สาย มักใช้กับระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เป็นระบบไร้สาย ที่เราเล่นเน็ตโดยที่ไม่ต้องต่อสาย LAN ไงคะ สรุปก็คือ Wireless กับ Wi-Fi คือการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน ( LAN ) ที่ใช้สายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างเดียว โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย จะว่าไปไม่ว่าคุณจะเรียกWi-Fi หรือWirelessนั้นก็เหมือนๆกันเพราะการทำงานไม่ได้ต่างกันเลย

 

 

 

guest

Post : 17/09/2012 09:26     Forum: บทความน่าสนใจ  >  มาดูกันว่าแอร์การ์ดคืออะไร

มาดูกันว่าแอร์การ์ดคืออะไร

       หลายๆคนคงเคยได้ยินนะค่ะว่าจะเล่นเน็ตที่อื่นที่อยู่นอกบ้านหรืออยู่หอที่ไม่มีเน็ตนั้นเขาก็แนะนำใช้แอร์การ์ดซิเล่นเน็ตได้เร็มไม่ต้องติดเน็ตด้วยนะวันนี้เรามาดูกันว่าคืออะไรจ้า

แอร์การ์ด คือ อุปกรณ์โมเด็มอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ของเราเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายความเร็วสูง โดยผ่านโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในขณะที่เราเชื่อมต่อ เข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตไป แล้วยังสามารถใช้โทรศัพท์โทรเข้ออกได้ในเวลาเดียวกัน เพราะระบบมีการใช้ช่องสัญญาณคนละช่องสัญญาณกัน แต่แอร์การ์ดดีที่ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอมีเพียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือก็ใช้งานได้แล้วดีจริงๆเยนว่าใช้ได้เกือบจะทั่วไทยแล้ว    

มาดูการเลือกซื้อแอร์การ์ดกันดีกว่าค่ะ

- ถ้าคิดจะซื้อต้องคำนึงถึงว่ารับระบบปฏิบัติการได้หลากหลายระบบหรือเปล่าไม่ว่าจะเป็นระบบ Window Vista, Window XP, Window ME, Window 2000, Windows 7 หรือ Mac OSX ใช้งานโดยเสียบเข้ากับ Port ยูเอสบีได้

 

- ตัวเครื่องต้องสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ได้ โดยใช้งานได้ทั้งกับเครือข่าย UMTS/ EDGE/ GSM - ตัวแอร์การ์ดต้องสามารถ รับซิมของระบบโทรศัพท์มือถือบ้านเราได้ทุกค่าย รองรับระบบ 3G 850/1900/2100 และ EDGE Class 12/ GPRS Class 12

 

-  AirCard ควรเป็นแบบที่กินไฟน้อย เพราะเหมาะสำหรับการใช้งานกับเครื่องโน้ตบุ๊ค หากเราใช้ Aircard ที่กินไฟมากๆ พลังงานในแบตเตอรี่ของเครื่องก็จะหมดเร็วไปด้วย

guest

Post : 11/09/2012 17:51     Forum: บทความน่าสนใจ  >  มารู้จักกับอินเทอร์เน็ตกันเถอะ

 มารู้จักกับอินเทอร์เน็ตกันเถอะ

       เดียวนี้ถ้าไม่รู้จัก  อินเทอร์เน็ต ถือว่าเฉยแล้วนะค่ะอินเทอร์เน็ตนั้นคือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ และเครือข่ายย่อย จำนวนมากมาเชื่อมต่อกัน เป็นจำนวนหลายร้อยล้านเครื่อง ซึ่งใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลที่เป็นรูปภาพ ข้อความ และเสียง โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใช้งานกระจายอยู่ทั่วโลก และเดียวนี้ใช้กันเยอะมากทัวทุกมุมโลกเลยค่ะ

     การใช้อินเทอร์เน็ตนั้นถือว่าขาดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะไปไหนลองสังเกตุดูซิค่ะมือถือเกือบทุกคนเล่นเน็ตได้หมด  ยิ่งถ้าเป็น facebook นั้นขาดกันไม่ได้เลย เห็นอัพเดด สถานะกันตลอดว่าอยู่ที่ไหนทำอะไรอยู่กินไรก็ถ่ายรูปอัพกันตลอดขเห็นแล้วขาดไม่ได้เลยนะค่ะแต่บางทีก้รู้สึกบางคนก็เล่นเกินไปไปทานข้ารวกับเพื่อนนะบางทีไม่คุยกันจ้าพิมคุยกันผ่าน  whatapp กันเรียกว่าใช้ให้ไม่เกิดประโยชน์ค่ะบางทีสื่อสารกันเองตามปกติก็ดีกว่านะค่ะ

   เดียวนี้อินเทอร์เน็ตนั้นเป็นสิ่งจำเป็ฯจริงๆนะค่ะขาดไม่ได้มีทุกบ้านเพราะเดียวนี้การทำงานส่วนใหญ่มีการทำงานออนไลท์กันเยอะบางที่ไม่ว่างเข้าบริษัทก็สั่งงานลูกน้องโดยส่งเมลบ์กันก็มี เด็กๆก็ส่งงานอาจารย์ผ่านเน็ตก็เยอะ เด็กตัวเล็กตัวน้อยเล่น เกมส์ออนไลท์ก็นเป็นแล้วนะถ้าไม่อยากให้ลูกออกไปเล่นข้างนอกก็ต้องซื้อเครื่องคอมติดเน็ตให้ลูกเล่นที่บ้านกันเลยทีเดียวเพื่อการดูแลลูกอย่างกัดชิด

 

 

guest

Post : 10/09/2012 09:40     Forum: บทความน่าสนใจ  >  มารู้จักกับ เราเตอร์ กันเถอะ

 มารู้จักกับ เราเตอร์ กันเถอะ

 

       เราเตอร์ นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานเสมือนเป็นเครื่องหรือ node หนึ่งใน LAN ที่จะทำหน้าที่คอยรับข้อมูลเข้ามาแล้วก็ส่งต่อไปยังปลายทาง โดยอาจจะส่งไปในรูปแบบของ packet ที่ต่างกันออกไป เพื่อไปผ่านสายสัญญาณแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สายโทรศัพท์ที่ต่อผ่านโมเด็ม หรือ LAN หลายแบบเข้าด้วยกันผ่าน WAN ได้ด้วย และเนื่องจากการที่มันทำตัวเสมือนเป็น node หนึ่งใน LAN นี้ยังทำให้มันสามารถทำงานอื่นๆได้อีกมาก

        เราเตอร์นั้นมีหน้าที่หลักในการ การหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น และเราเตอร์ยังสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้สื่อสัญญาณหลายแบบที่แตกต่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น Ethernet, Token Rink หรือ FDDI ทั้งๆที่ในแต่ละระบบจะมี packet เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งแตกต่างกัน โดยโปรโตคอลที่ทำงานในระดับบนหรือ Layer 3 ขึ้นไปเช่น IP, IPX หรือ AppleTalk เมื่อมีการส่งข้อมูลก็จะบรรจุข้อมูลนั้นเป็น packet ในรูปแบบของ Layer 2 คือ Data Link Layer เมื่อ เราเตอร์ได้รับข้อมูลมาก็จะตรวจดูใน packet เพื่อจะทราบว่าใช้โปรโตคอลแบบใด จากนั้นก็จะตรวจดูเส้นทางส่งข้อมูลจากตาราง Routing Table ว่าจะต้องส่งข้อมูลนี้ไปยังเครือข่ายใดจึงจะต่อไปถึงปลายทางได้ แล้วจึงบรรจุข้อมูลลงเป็น packet ของ Data Link Layer ที่ถูกต้องอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายปลายทาง

      อ่านแล้วก็ดู งง กันนะค่ะเอาเป็นว่าเราเตอร์นั้นสามารถเชื่อต่ออินเทอร์เน็ตให้เราเล่นได้ที่หลายๆเครื่องผ่านสายแลนก็พอแล้วค่ะเอาแบบง่ายๆ

 

 

1